คลังเก็บผู้เขียน: admin

สำรวจธุรกิจย่านถนนข้าวสาร

Published / by admin

                  “ถนนข้าวสาร” ทำเลใจกลางพระนครที่หลากหลายด้วยวัฒนธรรม วิถีชีวิต วัดวาอาราม สถานศึกษา และพื้นที่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงออกซึ่งประชาธิปไตย องค์ประกอบที่โอบล้อมเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมที่แตกต่างสำหรับนักท่องเที่ยวนานาชาตินี้ ไม่เพียงเป็นเสน่ห์ของเมือง แต่ยังสร้างเงินหมุนเวียนมหาศาลสู่ผู้ประกอบการหลายธุรกิจบนถนนที่เป็นประตูสู่กรุงเทพฯ มานานหลายสิบปี แต่เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นอีกครั้งในละแวกใกล้เคียง แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่อยู่อาศัยในย่านนี้ แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ วิถีทำกินในถิ่นข้าวสารก็ถูกนำกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

                                                  รังนอนของจิตวิญญาณอิสระ
หากจะเปรียบนักท่องเที่ยวบนถนนข้าวสารคงเปรียบได้กับนกซึ่งโผบินเลือกรังนอนอย่างอิสระ แต่เมื่อรังอุ่นเกิดเหตุขัดข้องบางประการ จึงมีบ้างที่นักท่องเที่ยวจะแตกฮือบินหนี แต่ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่เลือกรักษาที่มั่นต่อไป โดยตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของเหล่าจิตวิญญาณอิสระเหล่านี้ก็คือผู้ประกอบการโรงแรม เกสต์เฮาส์ และโฮสเทล ว่าจะยังคงรักษาสภาพของรังนอนให้อบอุ่นและเป็นมิตรอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน “แรกเริ่มคือเราเชื่อว่าย่านนี้จะแก้ปัญหาเรื่องการสร้างรายได้แบบเป็นฤดูกาลของธุรกิจที่พักของเราได้ดี ซึ่งมันก็แก้ได้จริง

เพราะตรงนี้เรามีลูกค้าแวะเวียนมาใช้บริการตลอดทั้งปี” คุณนภดล ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจ ‘สุเนต์ตา โฮสเทล ข้าวสาร’ บอกเล่าถึงที่มาที่เลือกเปิดธุรกิจโฮสเทลบนถนนไกรสีห์ หลังจากที่เปิดธุรกิจลักษณะใกล้เคียงกันนี้ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งต้องอาศัยฤดูกาลท่องเที่ยวและวันหยุดยาวจึงจะมีแขกเข้าพักเต็มอัตรา แต่เมื่อมีข้อดี ก็ใช่ว่าย่านข้าวสารนี้จะไม่มีข้อเสีย เพราะแม้จะมีนักท่องเที่ยวสะพายเป้แวะเวียนเข้ามาพักเกือบทั้งปี โดยหมุนเวียนเชื้อชาติกันไปทั้งฝั่งยุโรปและเอเชีย แต่สถานการณ์ภายนอกอย่างการชุมนุมทางการเมืองก็อาจผลักให้ตัวเลขแขกที่เข้าพักลดลงได้เช่นกัน “สถานการณ์ม็อบสำหรับที่นี่ไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นวัยรุ่นที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆได้ตลอด บางทียังมีเดินไปดู ไปถ่ายรูปม็อบด้วยซ้ำ แต่ถ้าลูกค้าระดับบนหน่อย ผมว่าจะเซนซิทีฟกว่านี้เยอะ สิ่งที่เราแพ้จริงๆคือฟูลมูนปาร์ตี้มากกว่า

เพราะแทบจะกวาดนักท่องเที่ยวแถบนี้ไปอยู่เกาะพะงันนานเป็นสัปดาห์ๆ” อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด แต่การเป็นเรื่องข้างเคียงที่ส่งผลให้ห้องพักที่นี่ไม่เต็มเหมือนเคยทั้งที่อยู่ในช่วงไฮซีซั่น ก็ทำให้ผู้ประกอบการต้องมองลู่ทางแก้ไขไว้บ้างเหมือนกัน “เราเองก็พยายามสื่อสารกับลูกค้าเราผ่านเฟซบุ๊กบ้าง เพราะโดยส่วนใหญ่ลูกค้าจะเป็นคนเลือกเรา เราไม่มีโอกาสได้พูด ได้อธิบาย พอเค้ารู้สึกไม่มั่นใจ ก็เปลี่ยนเป้าหมายการเดินทางเลย ผมว่าการได้สื่อสารมันสำคัญที่สุด ถ้าเขาเข้าใจ เขากล้ามา พอมาถึงแล้วได้เห็น ได้สัมผัสจริงๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรน่ากังวล”

ในขณะที่ฝั่งโรงแรมบ้านชาติ โรงแรมทำเลดีใกล้ถนนข้าวสารเพียงค่อนก้าว ซึ่งให้บริการที่พักในราคาหลักพันต้นไปจนถึงสามพันกล่าวว่า “ต้องยอมรับว่าก็กระทบมาก ยอดจองหายไปเกินครึ่ง คือปกติช่วงธันวาคมถึงมกราคมจะเป็นช่วงที่ห้องเต็มตลอดแต่พอมีเหตุการณ์ เราก็ไม่มีทางเลือก โชคยังดีที่เรามี ‘ชาติ เกสต์เฮาส์’ ซึ่งเป็นกลุ่มแบ็กแพ็กอยู่บ้าง และมีร้านอาหารกึ่งผับ‘Fu Bar’ เข้ามาช่วยเกลี่ยผลกระทบ” อาจเป็นเพราะลูกค้าของที่นี่เป็นกลุ่มที่มาพักเป็นครอบครัว หรือเป็นกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้ความสะดวกสบายที่มากกว่า ทำให้อัตราการเข้าพักนั้นได้รับผลกระทบค่อนข้างชัดเจน ซึ่งทางโรงแรมก็มีวิธีการแก้ปัญหาด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรในมือให้ลงตัวที่สุด “อย่าง Fu Bar ซึ่งเป็นร้านนั่งดื่มฟังเพลง ปกติจะมีลูกค้าต่างชาติกับคนไทยคละกัน ตอนนี้ม็อบทำให้คนไทยหายไปเยอะกว่าฝรั่งอีก ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความไม่สะดวกในการเดินทาง แต่ต่างชาติที่พักอยู่แถบนี้อยู่แล้วก็ไม่ได้กระทบ อีกอย่างเรายังมีพื้นที่ให้เช่า (ร้านเบอร์เกอร์คิง และสตาร์บัคส์คอฟฟี่) อยู่ ซึ่งทั้งสองร้านก็ยังไปได้ เราก็ยังพออยู่ได้”

                                                        ทัวร์ไทย ไม่ไป ไม่รู้
อีกหนึ่งธุรกิจสำคัญบนถนนข้าวสารก็คือ บรรดาบริษัททัวร์ที่เปิดบริการนำเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตต่างๆ ของไทยซึ่งแม้จะเป็นการนำนักท่องเที่ยวออกไปจากจุดเกิดเหตุ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะดำเนินธุรกิจไปได้อย่างปกติ “ตอนที่ม็อบบล็อกเส้นทาง ช่วงนั้นคือแย่มาก เพราะเราต้องเอารถมารับลูกค้าข้างในนี้เพื่อไปที่เกาะเต่าตามทริปของเรา พอเข้ามาไม่ได้ก็ต้องแคนเซิลหมด แต่พอตอนนี้เปิดเส้นทางบ้างแล้ว ก็ดีขึ้น

เราวิ่งรถเข้ามาได้ แต่ถึงยังไงก็ยังตัวเลขก็น้อยลงกว่าปีที่ผ่านๆ มาเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์” พี่เล็ก ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัท ซีทราน ดิสคัฟเวอรี่ จำกัดกล่าว เมื่อถามถึงกลยุทธ์การแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าในยามที่ยอดจองทัวร์หดหายขนาดนี้ แม้คำตอบที่ได้จะยังไม่ชัดเจนเหมือนเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยังมองไม่ชัดถึงจุดสิ้นสุด แต่ก็ทำให้เข้าใจผู้ประกอบการที่ต้องทำมาหากินย่านนี้มากขึ้น “เอาจริงๆ พี่ไม่ได้ว่าม็อบเลยนะ แต่เรื่องธุรกิจมันก็ต้องไปได้ด้วย ที่แน่ๆ คือเราต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า กับเอเย่นต์ของเราให้ดี เพราะถ้าสื่อสารไม่เข้าใจ ลูกค้าก็หาย บางทีเขาดูข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ถึงข่าวจะออกตามความเป็นจริง แต่นักท่องเที่ยวเขาก็ไม่ได้รู้ว่าพื้นที่มันอยู่ตรงไหน พอได้ยินว่ากรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็กลัวแล้ว โดยเฉพาะจีนหรือญี่ปุ่นนี่จะไปก่อนเลย อีกอย่างก็อาศัยไปวิ่งยอดทางนู้นเอา (เกาะเต่าและเกาะนางยวน) ที่เราก็มีเซลล์อยู่ ซึ่งก็ไม่ได้กระทบเท่าที่นี่”

                                          ปรับตัว ปรับใจ ทางออกของรายย่อย
ด้านธุรกิจรายย่อยในพื้นที่อย่างคนขับรถสามล้อและแม่ค้าเร่ขายผัดไทยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เหตุการณ์ม็อบครั้งนี้แม้ไม่ได้รุนแรงเท่ากับครั้งที่แล้ว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างกัน คือจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด “ตอนปี 53 ผมกลับบ้านนอกเลย เพราะมันรุนแรงกว่านี้ แต่ปีนี้ก็อยู่ ถึงคนจะน้อยลงเยอะ แต่เราทำมาหากินแถวนี้ก็คงไปไหนไม่ได้ คือมันก็ยังพอสู้ได้” พี่สัน คนขับรถสามล้อบอกความคิด ขณะที่คุณป้าเพ็ญ ซึ่งขายผัดไทยประจำอยู่ริมถนนข้าวสาร แม้จะมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนอยู่ไม่ขาด แต่พอถามถึงสถานการณ์ คุณป้าก็ถึงกับบ่น “ลูกค้าน้อย ไม่มีคนเลย ทุกวันนี้กว่าจะขายได้พอคืนทุนก็ตีหนึ่งตีสอง ต้องลงของน้อยลง ไม่งั้นขายไม่หมดก็ขาดทุน ถ้าเป็นช่วงปกติสองทุ่มป้าก็เก็บร้านแล้ว ถ้าเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ก็คงต้องเป็นหนี้มากกว่านี้อีก” เมื่อถามหาทางออกคุณป้าได้แต่ส่ายหัว “เราก็ต้องอยู่ไป ช่วงนี้ขายน้อยก็เป็นหนี้เขา แต่ถ้ามันจบเรากลับมาขายดี ก็ใช้หนี้ได้ มันก็เป็นอย่างนี้ ต้องทำใจ”

ไม่ว่าสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร วิถีของถนนข้าวสารจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ภาพนักท่องเที่ยวสะพายเป้นั่งจิบเครื่องดื่มหน้าบาร์ซึ่งโดยส่วนใหญ่ยังคงพยายามเปิดดำเนินธุรกิจต่อไปให้เป็นปกติที่สุดยังคงปรากฏให้เห็นเกือบตลอดสองฝั่งถนนแม้ว่าเบื้องหลังของผู้ประกอบการเหล่านี้จะต้องพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะปรับตัว ปรับทัศนคติ เปลี่ยนกลยุทธ์ รวมไปถึงแสวงหาโอกาสและทางรอดใหม่ๆ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ย่อมเกิดขึ้นได้อยู่เสมอก็ตาม

                                                 Tips for Entrepreneurs
• การสื่อสารนับเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารเป็นไปแบบเรียลไทม์ การใช้สื่อสังคม ออนไลน์ เว็บไซต์ ไปจนถึงการรีวิวประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวลงในเว็บไซต์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวแล้ว ยังสร้างความประทับใจได้ตั้งแต่ก่อนลูกค้าจะเข้ามารับประสบการณ์จริง

แม้เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ดี หากการชุมนุมสามารถคลี่คลายได้ในเร็ววัน ประกอบกับการร่วมมือกันของผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประชาสัมพันธ์ ฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หรือทำการตลาดอย่างทันท่วงที จำนวนนักท่องเที่ยวย่อมสามารถฟื้นตัวได้เช่นเดียวกับสถานการณ์การชุมนุมเมื่อปี 2553 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเดินทางเข้ามายังประเทศไทยหลังเหตุการณ์การชุมนุมไม่ได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากนัก

 

ผู้ปกครองกับการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬาแก่เด็ก

Published / by admin

ผู้ปกครองกับการปลูกฝังน้ำใจนักกีฬาแก่เด็ก

เอมิลี่ร้องไห้เมื่อเกมซอฟท์บอลจบ. ไม่ใช่เพราะทีมของเธอแพ้. ไม่ใช่เพราะการเล่นของเธอ. ไม่ใช่เพราะ อะไรก็ตามแต่ที่ทีมคู่แข่งพูด หรือทำกับเธอ. น้ำตาของเอมิลี่มาจากการที่พ่อของเธอตะโกนต่อว่าเธอ-ต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม-เนื่องจากเธอรับลูกบอลง่ายๆพลาดซึ่งนั่นเป็นจุดเปลี่ยนของเกม. เอมิลี่เพิ่งจะ 8 ขวบ.

หากเด็กๆของท่านเคยเล่นกีฬา, คุณคงไม่แปลกใจเมื่อพบคนแบบพ่อของเอมิลี่, พ่อแม่ที่ประพฤติไม่เหมาะสม และอารมณ์เสียใส่เด็กๆ. พ่อแม่เหล่านี้ถูกห่อหุ้มด้วยความคับแคบแห่งชัยชนะ และความพ่ายแพ้ หรือฟอร์มการเล่นของลูกๆของเขาอย่างเดียว ทว่า พ่อแม่เหล่านั้นสูญเสีย สิ่งที่สำคัญจริงๆของกีฬาไป. พวกเขาหลงลืมว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกีฬาระดับเยาวชน คือ การผลักดันให้เด็กๆ ตระหนักถึงน้ำใจนักกีฬา

น้ำใจนักกีฬา คือ การที่เพื่อนร่วมทีม, คู่แข่ง, โค้ช และกรรมการ ปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ. เด็กๆ เรียนรู้พื้นฐานของน้ำใจนักกีฬาจากผู้ใหญ่ซึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเขา, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อแม่ และโค้ชของเขา. เด็กๆจะซึมซับพฤติกรรมจากผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจนักกีฬาทีละน้อยๆ และเข้าใจว่า ชัยชนะที่แท้จริงในกีฬาคือ การที่พวกเขาเหล่านั้นรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะ มุ่งมั่น บากบั่น เพียรพยายาม และปฏิบัติตนด้วยเกียรติ – ไม่ว่าจะแพ้ หรือชนะการแข่งขัน

ผู้ปกครองสามารถช่วยเด็กๆให้เข้าใจว่าน้ำใจนักกีฬานั้น เริ่มด้วยสิ่งง่ายๆ เช่น การจับมือกับคู่แข่งก่อน-หลังเกม รวมถึงยอมรับฟอร์มการเล่นที่ดีของฝ่ายตรงข้าม และยอมรับความผิดพลาดอย่างสง่างาม การแสดงให้เห็นถึงน้ำใจนักกีฬานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป มันอาจกล้ำกลืนฝืนทนที่จะต้องแสดงความยินดีกับผู้ชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพ่ายแพ้ในเกมที่สำคัญ แต่เด็กๆจะเริ่มเรียนรู้ และสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในหลายๆด้าน

เด็กๆ ที่พาล เกเร เยาะเย้ย หรือเสียดสีผู้อื่นในสนาม ก็เป็นไปได้มากว่าจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกันในห้องเรียน หรือในสถานการณ์อื่นๆในสังคม. ในทำนองเดียวกัน, เด็กที่ฝึกฝนการเป็นนักกีฬาที่ดี ก็ดูเหมือนว่าจะนำความเคารพ และการรู้คุณค่าผู้อื่นไปใช้ในทุกๆ สถานการณ์ ในทุกๆ มุมมองต่อชีวิตผู้อื่น

นักกีฬาที่ดี คือ ชัยชนะ

ลองไปถามเด็กเล็กๆ ที่เล่นเป็นผู้ชนะเกมการแข่งขันว่า ทีมใดชนะ เขาอาจจะตอบว่า “ผมว่ามันเสมอกันมั้ง”. ดูเหมือนว่าคำถามนี้อาจจะไม่ตรงกับความสนใจของเด็กอายุเหล่านี้. เด็กๆ อาจจะต้องการพูดถึงเรื่องการทำคะแนนของเขา การที่เขาโชว์ฟอร์มดีๆ มากกว่า แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้น และลงแข่งในฤดูการแข่งที่เข้มข้นขึ้น, เด็กๆ มุ่งเน้นที่จะเอาชนะกันมากขึ้น. จนหลงลืมถึงความสนุกสนาน. หากปราศจากการกระตุ้นเตือน และตัวอย่างดีๆ อย่างต่อเนื่อง, พวกเขาอาจจะหลงลืมไปด้วยว่า พฤติกรรมที่เหมาะสมทั้งก่อน, ระหว่าง และหลัง การเล่นกีฬา คือสิ่งใด.

เด็กๆ ที่มีโค้ชที่เป็นห่วงแค่การเป็นที่หนึ่ง และพูดแค่ว่าอะไรก็ได้ตราบเท่าที่เขาชนะ, ไม่เป็นไรที่จะเล่นรุนแรงในสนาม. ถ้าผู้ปกครองคอยกดดันเด็กให้เล่นดีตลอดเวลา หรือคอยแนะโน่นแนะนี่ทุกๆการเคลื่อนไหว, เด็กๆรับรู้แค่ว่าพวกเขาเล่นได้ดีแค่ครั้งหลังสุดที่เคยโชว์ฟอร์มดี-และเขาจะพยายามทุกอย่างเพื่อให้เป็นเช่นั้น

ผู้ใหญ่ที่เน้นเรื่องน้ำใจนักกีฬา, ไม่ว่าจะยังไง, เขาเห็นชัยชนะเป็นแค่หนึ่งในหลายๆเป้าหมายที่เขาอยากให้เด็กๆ บรรลุ. เขาช่วยนักกีฬาเยาวชนมีความภาคภูมิใจในการผลสำเร็จ และการพัฒนาทักษะ, ดังนั้นถ้าเด็กๆเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ, แม้ว่าสกอร์บอร์ดจะไม่ได้แสดงผลคะแนนตามที่พวกเขาต้องการ

โค้ช และผู้ปกครองที่ดีนั้น จะกระตุ้นให้เด็กๆเล่นกีฬาโดยเสมอภาค (Fair play), ด้วยความสนุกสนาน และด้วยความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือทีมควบคู่ไปกับการขัดเกลาทักษะของพวกเขาเอง

การสนับสนุนน้ำใจนักกีฬา

จำไว้ว่า “การกระทำส่งเสียงดังกว่าถ้อยคำ”. นั่นจริงแท้แน่นอนเมื่อต้องสั่งสอนเด็กๆของคุณถึงน้ำใจนักกีฬา. พฤติกรรมของคุณระหว่างการซ้อม และการแข่งขันจะมีอิทธิพลต่อพวกเด็กๆมากกว่าการพูดชักจูงใจ หรือนั่งเรียนนั่งจด นี่คือบางคำแนะนำในการสร้างให้เด็กๆมีน้ำใจนักกีฬา:

• จากข้างสนาม คุณควรตะโกนให้กำลังใจ ไม่ใช่สั่งสอน (สองสิ่งนี้ต่างกัน)

• ถ้าคุณคือโค้ชของเด็กๆ, อย่างคาดหวังเกินกว่าที่เด็กคุณเป็น. อย่าเคี่ยวเข็ญเขามากกว่าคนอื่น และอย่าโปรดปรานเด็กของคุณเกินกว่าคนอื่น

• หลังการแข่งขัน, เป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่พร่ำสาธยายเรื่องใครแพ้ใครชนะ. กลับกัน, พยายมถามว่า “เป็นอย่างไรบ้างระหว่างแข่ง?” ถ้าเด็กของคุณรู้สึกด้อยในบางทักษะ เช่น การรับ-ส่งบอล, เสนอตัวไปช่วยแก้ไขข้อด้อยก่อนนัดต่อไป

• ปรบมือให้กับทุกๆการเล่นที่ดี ที่สวยงาม ไม่ต้องสนใจว่าใคร หรือทีมใดสร้างสรรค์มันขึ้นมา

• เป็นตัวอย่างที่ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ผู้ปกครองของทีมคู่แข่ง. แสดงความยินดีต่อพวกเขา เมื่อเด็กๆของพวเขาเป็นฝ่ายชนะ

• จำไว้ว่า นี่คือลูกหลานของคุณ ไม่ใช่คุณ ที่กำลังแข่งแข่งขัน. อย่าผลักเขาให้เล่นกีฬาเพราะว่าคุณชอบ. เมื่อเด็กๆโตขึ้น, ให้พวกเขาเลือกเองว่าพวกเขาอยากเล่นกีฬาใด และตัดสินใจเอาเองว่าอยากจะเล่นในระดับใด

• คิดเสียว่า มันก็แค่เกมเกมหนึ่ง. แม้ว่าทีมจะแพ้ทุกเกมตลอดฤดูกาลแข่งขัน, มันไม่ได้ทำลายชีวิตของเด็ก หรือโอกาสใดๆของเด็กที่จะประสบความสำเร็จ

• ดูตัวอย่างนักกีฬาอาชีพที่ดี ที่มีน้ำใจนักกีฬา, แนะนำ ชี้แนะ ให้เหตุผลเด็กๆ รวมถึงตัวอย่างที่ไม่ดีด้วย

• สุดท้ายนี้, อย่าหลงลืมความสนุกสนาน. ถึงแม้ว่าเด็กๆของคุณจะไม่ใช่ดาวดัง, สนุกกับเกมการแข่งขัน ในขณะที่คิดถึงคุณประโยชน์ทั้งหมดจากกีฬา จากการแข่งขันที่เด็กจะได้รับ – ทักษะใหม่ๆ, เพื่อนใหม่ ฯลฯ รวมถึงทัศนคติดีๆ ที่จะอยู่กับเด็กๆตลอดไป